|
ธรรมบรรยายหลักสูตร พระมิตซูโอะ คเวสโก |
--หัวข้อเรื่อง-- |
ฟัง |
ดาวน์โหลด |
ดาวน์โหลด |
| ๑. อานาปานสติในอิริยาบทสี่ (๕ มกราคม ๒๕๕๑) |
|
|
|
| ๒. ภาวนาล้างใจ คลายทุกข์ (๕ มกราคม ๒๕๕๑) |
|
|
|
| ๓. อานิสงส์ของการฝึกอานาปานสติ (๖ มกราคม ๒๕๕๑) |
|
|
|
| ๔. ไขปัญหาธรรม ๑ (๖ มกราคม ๒๕๕๑) |
|
|
|
| ๕. การฝึกดูเวทนาและทุกขเวทนา (๖ มกราคม ๒๕๕๑) |
|
|
|
| ๖. อธิบายอานาปานสติ ขั้นที่ ๑ - ๔ (๗ มกราคม ๒๕๕๑) |
|
|
|
| ๗. ไขปัญหาธรรม ๒ (๗ มกราคม ๒๕๕๑) |
|
|
|
| ๘. ไขปัญหาธรรม ๓ (๗ มกราคม ๒๕๕๑) |
|
|
|
| ๙. อธิบายอานาปานสติ ขั้นที่ ๕ - ๘ (๘ มกราคม ๒๕๕๑) |
|
|
|
| ๑๐. ไขปัญหาธรรม ๔ (๘ มกราคม ๒๕๕๑) |
|
|
|
| ๑๑. ไขปัญหาธรรม ๕ (๘ มกราคม ๒๕๕๑) |
|
|
|
| ๑๒. อธิบายอานาปานสติ ขั้นที่ ๙ - ๑๒ (๙ มกราคม ๒๕๕๑) |
|
|
|
| ๑๓. ไขปัญหาธรรม ๖ (๙ มกราคม ๒๕๕๑) |
|
|
|
| ๑๔. ไขปัญหาธรรม ๗ (๙ มกราคม ๒๕๕๑) |
|
|
|
๑๕. อธิบายอานาปานสติ ขั้นที่ ๑๓ - ๑๖
(๑๐ มกราคม ๒๕๕๑) |
|
|
|
| ๑๖. ไขปัญหาธรรม ๘ (๑๐ มกราคม ๒๕๕๑) |
|
|
|
| ๑๗. ไขปัญหาธรรม ๙ (๑๐ มกราคม ๒๕๕๑) |
|
|
|
| ๑๘. โอวาทปิดการอบรม (๑๑ มกราคม ๒๕๕๑) |
|
|
|
ประวัติ
พระวิปัสสนาจารย์
ประวัติและปฏิปทา
พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
วัดป่าสุนันทวนาราม
ต.ไทรโยค อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี
พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก เป็นพระภิกษุชาวญี่ปุ่น ท่านอุปสมบทในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ที่วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี โดยมี หลวงพ่อเจ้าประคุณพระโพธิญาณเถร (ชา สุภัทโท) เป็นองค์อุปัชฌาย์ ท่านเป็นสัทธิวิหาริกรุ่นแรกของหลวงพ่อชา สุภัทโท ได้จำพรรษาที่วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี ได้อุปัฏฐากดูแลหลวงพ่ออย่างใกล้ชิดเป็นเวลานานด้วยความเคารพบูชาอย่างสูง ท่านอยู่ในคณะผู้บุกเบิกวัดป่านานาชาติซึ่งมี พระอาจารย์สุเมโธ (ปัจจุบันคือพระราชสุเมธาจารย์) เป็นหัวหน้าคณะ
ตลอดระยะเวลาที่ท่านได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมอยู่ในประเทศไทยนั้น ท่านบำเพ็ญเพียรมาหลายรูปแบบ และธุดงค์มาแล้วหลายแห่ง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งที่อุดมสมบูรณ์และที่ทุรกันดาร ในประเทศไทยท่านได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการธุดงค์เพื่อหาความสงบวิเวกไปตามภาคต่างๆ ท่านได้รู้จักและเห็นความเป็นอยู่ของคนไทยทั่วทุกภาค ทั้งรู้สึกสำนึกในความศรัทธา ความเสียสละ และความเคารพของคนไทยที่มีต่อพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งมีส่วนทำให้ท่านยิ่งเร่งทำความเพียรมากขึ้น
การที่ท่านพระอาจารย์ได้มาประเทศไทย และได้บวชเป็นศิษย์ต่างชาติท่านหนึ่ง ของหลวงพ่อพระโพธิญาณเถร (ชา สุภัทโท) นั้น เป็นเรื่องที่ "เป็นไปเอง" ตั้งแต่เด็กๆ ท่านคิดเสมอว่า "อะไรคือชีวิตที่น่าพอใจ... ชีวิตน่าจะมีอะไรที่มีคุณค่ามากกว่านี้..." ท่านพระอาจารย์จึงออกสัญจรรอนแรมจากบ้านเกิดเมืองนอนตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๔ ท่านเดินทางสู่อินเดีย เนปาล อิหร่าน และยุโรป แล้วเปลี่ยนความตั้งใจที่จะไปแอฟริกา วกกลับสู่อินเดีย
เมื่อเดินทางถึงพุทธคยา เห็นพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ก็ระลึกถึงพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์และประจักษ์ต่อใจว่า "นี่คือสิ่งที่แสวงหา สัจจะความจริงอยู่ภายในกายกับใจของเรานี้เอง ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ใจ ทุกคนทุกชีวิตสามารถพ้นทุกข์ได้" ท่านจึงหยุดการแสวงหาจากภายนอก เข้าสู่การค้นหาภายใน
จากนั้นท่านก็ได้ไปฝึกโยคะอยู่ที่สำนักโยคีแห่งหนึ่ง ในประเทศอินเดียนั่นเอง และก็เริ่มมีประสบการณ์โยคะบ้าง ท่านเกิดความพอใจ คิดว่าจะเป็นโยคีอยู่ที่อินเดียตลอดชีวิต แต่บังเอิญวีซ่าหมด มีคนแนะนำ ให้เดินทางมากรุงเทพฯ ต่อมาก็มีผู้แนะนำท่านให้ไปกราบหลวงพ่อชา สุภัทโท ที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งท่านก็เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อ ตั้งแต่บัดนั้น
ต่อมาในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๓๒ พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก พร้อมลูกศิษย์ที่เป็นพระภิกษุชาวญี่ปุ่นอีกองค์หนึ่งชื่อ พระญาณรโต ได้ออกเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น เพื่อเดินธุดงค์จากสนามบินนาริตะ ถึง PEACE MEMORIAL PARK เมืองฮิโรชิมา การเดินธุดงค์ครั้งนี้ใช้เวลาทั้งหมด ๗๒ วัน เป็นการเดินทางด้วยเท้ากว่า ๑,๐๐๐ กิโลเมตร รวมการเดินทั้งหมดประมาณ ๒ ล้าน ๒ แสนก้าว หลังจากนั้นท่านจึงได้อยู่จำพรรษา ณ วัด SHINAGAWA-JI ในกรุงโตเกียว
การเดินธุดงค์ครั้งนี้ พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโกและพระญาณรโต ตั้งใจเดินเพื่อเป็นการระลึกถึงสันติภาพของโลก และตลอดการเดินธุดงค์นั้นท่านยังคงเคร่งครัดต่อพระวินัยโดยไม่มีการยืดหยุ่น คือการไม่ถือเงิน และการฉันมื้อเดียวด้วยการอาศัยอาหารที่ได้จากการบิณฑบาตหรืออาหารที่มีผู้จัดถวาย นอกจากนั้นพระภิกษุทั้ง ๒ รูป ยังได้สมาทานการเดินธุดงค์โดยไม่มีการนั่งรถ นับตั้งแต่สนามบินนาริตะ จนถึงเมืองฮิโรชิมา
ดังนั้นระหว่างการเดินทางท่านจึงได้ประสบและพบเห็นกับสิ่งต่างๆ ที่ทำให้ท่านหวนระลึกได้ว่าสันติภาพที่แท้จริงจะเกิดขึ้นในโลกได้ ก็ต่อเมื่อชาวโลกทั้งหลายละความเห็นแก่ตัว โดยการให้ทาน ๑๐ ประการ เป็นทานจักร แล้วสังคมของเรา โลกของเราก็จะมีแต่ความสงบ ความร่มเย็น โดยไม่ต้องสงสัย
ในประเทศญี่ปุ่น เด็กๆ และเยาวชนได้รับการปฏิบัติราวกับเป็นสมบัติอันมีค่า เพราะชาวญี่ปุ่นถือว่าเด็กและเยาวชนคือทรัพยากรที่จะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต และด้วยความปรารถนาที่จะเห็นเด็กไทยมีโอกาสเหมือนเด็กญี่ปุ่นบ้าง พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก จึงได้ปรารภปัญหาดังกล่าวรวมทั้งความประสงค์ในการสงเคราะห์เด็กๆ ของไทยแก่ญาติโยมชาวญี่ปุ่น ซึ่งท่านเหล่านั้นเมื่อได้ฟังแล้วก็ยินดีสนับสนุนในการจัดหาทุนเพื่อโครงการนี้กันอย่างเต็มที่ โดยเริ่มแรกได้ถวายทุนมาเป็นจำนวนเงิน ๑๖๐,๐๐๐ บาท
ดังนั้น ในปลายปี พ.ศ. ๒๕๓๒ เมื่อพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก เดินทางกลับถึงประเทศไทย ท่านจึงได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความดำริของท่าน และการสนับสนุนจากสาธุชนชาวญี่ปุ่นให้คุณสิริลักษณ์ รัตนากร คุณวิชา มหาคุณ คุณสุขสันต์ จิรจริยาเวช และคุณดารณี บุญช่วย ฟัง ท่าน ๔ ท่านเห็นดีและสนับสนุนในกุศลเจตนาของพระอาจารย์ และมีความเห็นว่าน่าจะได้ดำเนินการในรูปของมูลนิธิ คุณสุขสันต์ จิรจริยาเวช และผู้ช่วยคือ คุณสุกัญญา รัตนนาคินทร์ จึงได้เริ่มจัดตั้งและจดทะเบียนมูลนิธิจนแล้วเสร็จ เป็นมูลนิธิมายา โคตมี ในวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๓๓ โดยมีคุณมนูญ เตียนโพธิ์ทอง อนุเคราะห์สถานที่ให้เป็นที่ตั้งของมูลนิธิ
สำหรับตราสัญญลักษณ์ของมูลนิธินั้น เนื่องจากมูลนิธิมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความช่วยเหลือเด็กและเยาวชน พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก จึงเห็นควรที่จะอัญเชิญพระรูปของพระพุทธองค์ปางประสูติประทับยืนบนดอกบัว เบื้องหน้าของวงล้อแห่งทานจักร ๑๐ ประการ อันเป็นหัวใจของมูลนิธิ เป็นสัญญลักษณ์ของมูลนิธิ โดยล้อมรอบด้วยวงกลม ๒ ชั้น ซึ่งภายในวงกลมด้านบนมีชื่อภาษาไทยว่า "มูลนิธิมายา โคตมี" ด้านล่างเป็นชื่อภาษาอังกฤษว่า "MAYA GOTAMI FOUNDATION"
ชาวอุบลราชธานีได้อุปฐากท่านและพระอาจารย์องค์อื่นๆ ด้วยใจศรัทธา ท่านพูดถึงชาวบุ่งหวายและชาวบ้านก่อนอกว่า "เหมือนเป็นพ่อแม่พี่น้องของอาตมา ได้อุปการะเลี้ยงดูอาตมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นสามเณร" และนี่คือที่มาของมูลนิธิมายา โคตมี ที่ท่านริเริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๓ เพื่อช่วยเหลือให้ทุนการศึกษาและจัดอบรมจริยธรรมให้เยาวชนด้อยโอกาสในจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณ การให้ทุนการศึกษาได้ขยายออกไปยังอีกหลายจังหวัดของประเทศไทยในเวลาต่อมา
ท่านพระอาจารย์ได้สอนสมาธิวิปัสสนากรรมฐานโดยจัดอบรมอานาปานสติ ที่วัดป่าสุนันทวนารามเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑๙ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ และได้มีการจัดอบรมเป็นระยะๆ ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน
ปัจจุบันท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าสุนันทวนาราม บ้านท่าเตียน ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นวัดสาขาลำดับที่ ๑๑๗ ของวัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี หลวงพ่อมิตซูโอะ พระญี่ปุ่นศิษย์หลวงพ่อชา
เป็นที่ทราบกันดีว่าพระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภัทโท) แห่งวัดหนองป่าพง ท่านคือเอกอุพระกรรมฐานสายมหานิกาย ที่แผ่ไปในหลายประเทศ ทั้งยุโรปและอเมริกา ปัจจุบันหลวงปู่ชามีทายาทธรรมถึง 117 สาขาเป็นสักขีพยาน
จำเพาะสาขาที่ 117 เพชรแท้แดนปลาดิบ "พระมิตซูโอะ" เจ้าอาวาสวัดสุนันทวนาราม บ้านท่าเตียน อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ยังทำหน้าที่เผยแผ่ธรรมเป็นกิจวัตร ศิษย์ท่านไซร้มีทั้งไทยและต่างแดน ชาติภูมิเป็นชาวจังหวัดอีวาเต้ ประเทศญี่ปุ่น เกิดเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2494 จบไฮสคูลสาขาเคมี
เมื่อสำเร็จการศึกษา ท่านทำงานเก็บเงินได้จำนวนหนึ่งแล้ว จึงออกเดินทางจากบ้านเกิดเมืองนอนสู่อินเดีย เนปาล อิหร่าน และยุโรป แล้วเปลี่ยนความตั้งใจที่จะไปแอฟริกา วกกลับสู่อินเดีย เมื่อถึงพุทธคยา จ้องมององค์พระนึกถึงพระธรรมและประจักษ์ขึ้นมาในใจว่า นี่คือสิ่งที่แสวงหา สัจจะความจริงอยู่ภายในกายกับใจของเรานี้เอง ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ใจ ทุกคนทุกชีวิตสามารถพ้นทุกข์ได้
ท่านจึงหยุดการแสวงหาจากภายนอก เข้าสู่การแสวงหาภายใน ได้เดินทางมาประเทศไทย และได้บวชเป็นสามเณรที่วัดเบญจมบพิตรเมื่อปี 2517 ขณะอายุ 23 ปี ต่อเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2518 ได้อุปสมบท ณ วัดหนองป่าพง โดยมีหลวงพ่อชา เป็นพระอุปัชฌาย์
จากนั้นได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมอยู่กับหลวงพ่อชาตลอดระยะเวลา 5 ปี แต่ในช่วงเข้าพรรษา ได้จำพรรษาอยู่ตามวัดสาขาของหลวงพ่อชาภายในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี คือ พรรษาที่ 1 ที่วัดหนองป่าพง และพรรษาที่ 2 ที่วัดป่านานาชาติ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี โดยมีพระสุเมโธภิกขุ (ปัจจุบันคือพระราชสุเมธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดอมราวดี ประเทศอังกฤษ) เป็นหัวหน้าคณะ พรรษาที่ 3 ที่วัดป่าสุภัทราวาส (วัดป่าสุภัทราราม บ้านคำชะอี อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร) พรรษาที่ 4 ที่วัดถ้ำแสงเพ็ชร อำนาจเจริญ พรรษาที่ 5 วัดก่อนอก อ.วารินชำราบ
พ.ศ.2523-2524 เข้าห้องกรรมฐาน เก็บอารมณ์ ที่วัดสังฆทาน (หลวงพ่อสนอง) จังหวัดนนทบุรี เป็นเวลา 2 ปี พ.ศ.2525 ธุดงค์และปฏิบัติธรรมที่ประเทศอินเดีย พ.ศ.2526-2528 ปฏิบัติธรรมที่วัดหนองป่าพงและวัดป่านานาชาติ พร้อมทั้งอุปัฏฐากหลวงพ่อชา ขณะท่านอาพาธ
พ.ศ.2529 กลับประเทศญี่ปุ่นครั้งแรก หลังจากมาเมื่อปีพ.ศ.2514 ครั้นพ.ศ.2532 ธุดงค์ในประเทศญี่ปุ่นร่วมกับพระญาณรโต เป็นการเดินด้วยเท้าจากสนามบินนาริตะไปฮิโรชิมา อนุสรณ์สถานแห่งสันติภาพ ระยะเวลาเดิน 72 วัน ระยะทาง 1,000 กิโลเมตร ตลอดทางได้โปรดญาติโยมทั้งไทยและญี่ปุ่นไปด้วย โทรทัศน์ของญี่ปุ่นติดตามถ่ายภาพทำสารคดีออกอากาศ เป็นการเผยแผ่พุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทได้อย่างดี
พ.ศ.2533 จำพรรษาที่บ้านท่าเตียน อ.ไทรโยค ซึ่งนางสุนันท์ บุษสาย ราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี ถวายที่ดิน 500 ไร่ เพื่อสร้างสำนักสงฆ์ รู้จักกันทั่วไปในชื่อ วัดป่าสุนันทวนาราม
ด้วยข้อวัตรอันเคร่งครัดและเรียบง่ายของความเป็นพระป่าของพระอาจารย์มิตซูโอะ ทำให้ประชาชนเกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงเข้าวัดปฏิบัติธรรมเป็นจำนวนมาก
พระอาจารย์มิตซูโอะได้บุกเบิกพัฒนาพื้นดินซึ่งเป็นป่าเสื่อมโทรมด้วยการทำไร่อ้อย จนกระทั่งเป็นพื้นที่ซึ่งเขียวชอุ่มไปด้วยต้นไม้ยืนต้นน้อยใหญ่ มีเสนาสนะอันสมควรแก่สำนักสงฆ์ได้แก่ ศาลาปฏิบัติธรรม โรงฉันและที่พักสำหรับพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ตามสมควร
พ.ศ.2545 กองทัพบกได้มอบที่ดินราชพัสดุ กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ซึ่งติดต่อกับเขตวัดสุนันทวนารามจำนวน 12 ไร่ ให้ใช้เพื่อสร้างวัดได้ และได้ประกาศตั้งเป็นวัดเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2545 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ 27 สิงหาคม 2545 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จเป็นองค์ประธานประกอบพิธีตัดลูกนิมิตเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2545
วัดสุนันทวนารามจึงเป็นวัดสมบูรณ์แต่นั้นมา
เมื่อวัดสมบูรณ์ได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาจนเป็นที่ศรัทธาของชาวบ้าน จัดอบรมสมาธิวิปัสสนากรรมฐานแบบ "อานาปานสติ" แก่พุทธศาสนิกชนปีละ 6 ครั้งๆ ละ 8-9 วันรวมไม่ต่ำกว่า 37 ครั้งอีกทั้งจัดอบรมตามคำขอของทางราชการทั้งตำรวจ ทหาร ข้าราชการฝ่ายปกครอง คณาจารย์ นิสิต นักศึกษาจากมหาวิทยาลัย และนักเรียน ปีละประมาณ 5,000 คน
งานวิทยากรก็รับอบรมนิสิตนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ ตามโครงการธรรมศึกษาสัญจรวัดสุนันทวนาราม ตั้งแต่ปี 2542 จนปัจจุบัน มิพักต้องกล่าวถึงเอกสารสิ่งตีพิมพ์ เทปธรรมบรรยายทั้งภาษาไทยและอังกฤษ รวมกว่า 20 เล่ม
งานอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็เป็นหัวใจสำคัญ นับตั้งแต่เริ่มเข้าไปจัดตั้งสำนักสงฆ์สุนันทวนาราม ได้มีบทบาทในการอนุรักษ์ป่าไม้ อาทิ ได้กำหนดเขตอภัยทานขึ้นภายในพื้นที่วัดและพื้นที่ต่อเนื่อง เข้าร่วมในโครงการพระสงฆ์ช่วยงานด้านป่าไม้ของกรมป่าไม้ ปลูกป่าและรักษาสภาพแวดล้อมกว่า 5,600 ไร่ มีต้นไม้เบญจพรรณ 100,000 ต้น และอื่นๆ อีกกว่า 50,000 ต้น
ด้วยวัตรปฏิบัติอันงดงามของท่านและคณะสงฆ์ เป็นสาเหตุสำคัญของการหยุดยั้งการทำลายป่า ส่วนการล่าสัตว์ ได้บรรเทาลงอย่างมาก
พ.ศ.2544 ปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ครบ 50 ปี ร่วมมือกับการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยพื้นที่ 200 ไร่ ปี 2545 ร่วมมือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตในพื้นที่ 100 ไร่ นำพื้นที่ซึ่งปลูกป่านี้ขึ้นน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในปีพ.ศ.2547
เข้าร่วมในโครงการปลูกป่า 1 ในจำนวน 9 ป่า ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ ถวายสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุ 80 พรรษาโดยปลูกป่าต้นสาละ(ต้นไม้ในพุทธประวัติ) เป็นพื้นที่ 40 ไร่
ท่านมิใช่แค่อนุรักษ์ยังให้ความรู้แก่ชาวบ้านโดยร่วมกับกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ในโครงการชุมชนร่วมใจรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและคุณภาพชีวิต รักษาระบบนิเวศและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
งานส่งเสริมการศึกษา ด้วยเมตตาธรรมและเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาของเยาวชน ตลอดจนเพื่อตอบแทนบุญคุณชาวบ้าน จ.อุบลราชธานีและกาญจนบุรีที่อุปัฏฐากจึงก่อตั้ง มูลนิธิมายา โคตมี ขึ้น ในปีพ.ศ.2533 จัดสรรทุนการศึกษาแก่เยาวชนด้อยโอกาสในชนบท เป็นทุนการศึกษาแบบต่อเนื่อง ตั้งแต่มัธยมจนจบอุดมศึกษา ซึ่งได้มาจากผู้มีจิตศรัทธาในปฏิปทาของท่านทั้งจากพุทธศาสนิกชนชาวไทยและชาวญี่ปุ่น นับถึงปีพ.ศ.2546 ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นเวลา 13 ปีแล้ว ได้มอบทุนการศึกษาไปแล้วจำนวน 3,323 ทุน
กิจกรรมที่มูลนิธิฯ ให้ความสำคัญ คือการอบรมจริยธรรมตลอดจนอบรมความรู้เกี่ยวกับปัญหาร้ายแรงของสังคมปัจจุบันคือปัญหายาเสพติด โรคเอดส์ และการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แก่นักเรียนรับทุนของมูลนิธิฯ ทุกปี ปีละประมาณ 6-7 วัน ถือเป็นภารกิจสำคัญของผู้รับทุน
อีกทั้งสนับสนุนจักรยานเพื่อเป็นยานพาหนะไปโรงเรียนแก่เยาวชนด้อยโอกาสในท้องถิ่นชนบทที่บ้านพักอาศัยอยู่ห่างไกลจากโรงเรียน ในจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดกาญจนบุรีรวม 1,594 คัน ให้เงินสมทบเพื่อผลิตวัตถุดิบ เช่น ทุนในการปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ เพาะเห็ด เพื่อเป็นอาหารกลางวันแก่โรงเรียนในจังหวัดอุบลราชธานี 46 โรงเรียน และจังหวัดกาญจนบุรี 2 โรงเรียน
ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างเยาวชนไทย-ญี่ปุ่น จากโรงเรียนสำโรงวิทยาคาร จ.อุบลราชธานี กับโรงเรียนอิชิโนเอะ และโรงเรียนไทรโยคมณี-กาญจน์วิทยา จังหวัดกาญจนบุรี กับโรงเรียนโอโตเบะ ได้มีการเดินทางแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างอาจารย์และนักเรียนเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ ความรู้จักคุ้นเคย เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างเยาวชนของทั้งสองประเทศ
ปีพ.ศ.2545 คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติมอบโล่เชิดชูเกียรติคุณในฐานะเป็นผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรม จังหวัดกาญจนบุรี สาขามนุษยศาสตร์ เป็นเพชรแท้จากแดนปลาดิบ ศิษย์ธรรมสายหลวงพ่อชาที่ถวายตนเพื่อพระศาสนาอย่างแท้จริง !!!
|
 |